ปธ.สอบกองทุนเสมาฯ สรุปผลปลายมี.ค. เล็งขยายผลแบงก์กรุงไทย

นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เปิดเผยถึงกรณีที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีมีการโอนเงินจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตไปยังบัญชีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวน 22 บัญชีระหว่างปี 2551-2561 เป็นเงินกว่า 88 ล้านบาท ว่า ศธ.ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมีผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) เป็นประธานตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการศธ.ได้มีคำสั่งให้เปลี่ยนประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวจากผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศมาเป็นตนแทน โดยมีคำสั่งแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม แต่ตนเพิ่งมาทราบคำสั่งในวันนี้(19 มีนาคม) ที่มีการเปลี่ยนประธาน ตนเข้าใจว่าเพราะผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ มีภารกิจมาก ขณะที่รัฐมนตรีว่าการศธ.ต้องการเร่งให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ประกอบกับเรื่องนี้มีผู้บริหารที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบัน มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนัก จนถึงระดับปลัดศธ.ในฐานะที่ต้องลงนามเอกสาร จึงมองว่าควรให้ตนเป็นประธานแทนและอาจมองว่าเพราะตนเป็นคนบู๊ด้วย

นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ทันทีที่ตนรับทราบคำสั่งเรื่องเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตนก็ได้เรียกประชุมคณะกรรมการฯ ทั้ง 4 คนรวมตนเป็น 5 คน ทันที โดยการประชุมนัดแรกในวันนี้ เป็นการประชุมเเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปจจุบัน โดยไล่ดูเป็นรายปี ตลอดจนเพื่อวางแนวทางในการสืบสวนข้อเท็จจริงด้วย โดยวันนี้ได้มีการตรวจสอบการโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ ของปี 2551 แต่ปรากฏว่าไม่สามารถหาเอกสารได้ ตนจึงได้แจ้งผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป. ให้เร่งหาเอกสารให้แล้ว ตลอดจนจะต้องประสานธนาคารกรุงไทยเพื่อขอเอกสารการโอนเงิน(สเตทเมนต์) ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันด้วย ซึ่งทราบว่าค่าธรรมเนียมในการขอสเตทเมนต์แพงมาก

นายอรรถพล กล่าวว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้ไล่มาดูปี 2552 ซึ่งมีเอกสาร โดยปรากฏว่าตามเอกสารในการโอนเงิน จะต้องโอนเงินไปยังหน่วยงาน แต่มีการใส่เลขที่บัญชีที่เป็นของบุคคลแทน ซึ่งเท่ากับเป็นการปลอมแปลงเอกสาร แล้วปรากฏว่ามีการลงนามเห็นชอบทุกระดับที่เสนอเอกสารขึ้นไปไล่ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนัก ไปจนถึงรองปลัดศธ. และปลัดศธ. ซึ่งสมัยนั้นมีนายชินภัทร ภูมิรัตน เป็นปลัดศธ. และนายสุรเทพ ตั๊นประเสริฐ เป็นรองปลัดศธ. ถือเป็นการเข้าข่ายประมาทเลินเล่อ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบเลยว่าเอกสารที่เสนอขึ้นไปถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่เพราะตามหลัก ควรต้องมีใบปะหน้าที่เป็นสมุดเลขที่บัญชีตัวจริงประกอบด้วยเพื่อจะได้ตรวจสอบได้ว่าบัญชีที่จะโอนเงิน ตรงกับบันทึกแนบท้ายหรือไม่ นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบด้วยว่าในการโอนเงินผ่านระบบจีโร่(GIRO)ของธนาคารกรุงไทยนั้น แค่เจ้าหน้าที่การเงินคีย์ข้อมูลเลขที่บัญชี ธนาคารก็โอนเงินให้เลย ทั้งที่ควรต้องใส่ชื่อเจ้าของบัญชีด้วย แต่ระบบจีโร่ของธนาคารกรุงไทยในปี 2552 ตลอดจนช่วงปีแรกๆ กลับไม่มีช่องให้คีย์ในส่วนของชื่อเจ้าของบัญชี ดังนั้นจึงต้องไปตรวจสอบต่อว่าธนาคารควรต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นตนยังตอบไม่ได้ ทั้งนี้ในปี 2552 ได้มีการโอนเงินไปยังเลขที่บัญชีของผู้ไม่เกี่ยวข้อง 2 บัญชี บัญชีแรกเป็นวงเงิน 1,460,616 บาทและอีกบัญชีเป็นวงเงิน 8 แสนบาทซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าชื่อเจ้าของบัญชีเป็นใคร เพราะในการโอนเงิน ไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของบัญชี จึงต้องขอสเตทเมนต์จากธนาคารกรุงไทยว่าเจ้าของบัญชีดังกล่าวเป็นใคร

“เท่าที่ดูเบื้องต้นนอกจากมีการจงใจทุจริตโดยการสร้างเอกสารเท็จจริง ยังพบการประมาทเลินเล่น ไม่มีการตรวจสอบเอกสารที่เซ็นว่าถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ซึ่งผู้ที่กำกับดูแลเรื่องนี้จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ผู้อำนวยการสำนักไปจนถึงปลัดศธ. และต้องไปตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นคนอนุมัติให้เอาเงินออกจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นปลัดศธ.ก็ได้ ต้องไปตรวจสอบว่าใครมีอำนาจดังกล่าว นอกจากนี้ตามระเบียบของกองทุนเสมาฯ กำหนดให้ต้องรายงานผลการดำเนินงานในแต่ละปีให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)และศธ.รับทราบ แต่จากการตรวจสอบ ไม่พบการเสนอเอกสารรายงานต่อครม.และศธ. ถ้ามีการรายงานก็จะช่วยในเรื่องการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกองทุนเสมาฯ ได้ ทั้งนี้ผมตั้งใจจะประชุมคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทุกวันโดยพรุ่งนี้จะประชุมในเวลา 13.30 น. เพราะตั้งใจจะให้ได้ข้อสรุปภายในปลายเดือนมีนาคมนี้ เพราะตามระเบียบราชการของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)กำหนดให้ต้องตั้งคณะกรรมการสืบสวนทางวินัยภายใน 180 วันนับแต่วันที่ข้าราชการเกษียณอายุราชการ มิเช่นนั้นถือว่าพ้นผิด ซึ่งขณะนี้มีข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 รายตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2560 แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายความว่าข้าราชการรายดังกล่าวจะกระทำความผิด เพียงแต่ตามระเบียบราชการกำหนดให้ต้องตั้งคณะกรรมการสืบสวนทางวินัยภายใน 180 วันนับแต่วันที่ข้าราชการเกษียณ ฉะนั้นคณะกรรมการชุดผมจึงต้องเร่งหาข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ให้ได้” นายอรรถพลกล่าว

 

ที่มา :  matichon

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*