ประวัติความเป็นในการผลิต ธนบัตรไทย

ในสมัยโบราณนั้น  เราจะทราบกันดีว่าประเทศไทย  จะใช้สิ่งของมีค่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือที่เรียกว่าเงินที่ได้จากธรรมชาติเป็นส่วนมาก  อย่างเช่นเปลือกหอย  พดด้วง  และต่อมา  พ.ศ. 2417  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงสร้างโรงงานทำเหรียญโดยใช้ทองแดงและดีบุกเป็นส่วนผสมแต่เนื่องจากดีบุกและทองแดงมีมูลค่าที่มากกว่ามูลค่าหน้าเงิน  จึงทำให้ประชาชนนำมาหลอมใหม่แล้วส่งไปขายยังต่างประเทศทำให้เหรียญเกิดการขาดแคลน  จึงให้ใช้กระดาษแทนแต่กระดาษที่ทำสมัยนั้นไม่มีคุณภาพเปื่อยยุ้ยง่าย  เป็นกระดาษที่พิมพ์หน้าเดียวมีขนาด 9.3 X 15 เซนติเมตร  80 ปอนด์  จึงไม่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น

กระดาษที่ใช้ในธนบัตร

กระดาษที่มีความเหนียวและทนทานนั้นจะต้องเป็นกระดาษที่มีความทนทานซึ่งมีการพบว่าเยื้อเซลลูโลสบริสุทธิ์โดยไม่มีสารอื่นมาเจือปน  จึงทำให้ต้องการวัสดุที่ให้เยื้อเซลลูโลสบริสุทธิ์  ได้จากลินินและฝ้าย  เนื่องจากวัสดุอย่างอื่นมีการเจือป่นและทั้งสองอย่างนี้  หรือสามารถนำอย่างอื่นมาแล้วลดสารอย่างอื่นลดลงไปทำให้คุณภาพที่นำมาผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นหรือมีการเซลลูโลสเข้าไปเพิ่ม  ถ้าเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์มีเยื้อเซลลูโลสที่น้อย  เริ่มแรกในการผลิตนั้นมีการทำสอบด้วยการผับและจะมีค่าความเหนียวและความทนเป็นการกำหนด  อย่างเช่นหนังสือพิมพ์มีค่าเพียง 20 ธนบัตรควรมี 2,00  ขึ้นไปยิ่งมีค่าสูงยิ่งมีความเหนียวและทนทานมากขึ้น  กระดาษธนบัตรจึงต้องการความเหนียวและทนทานเป็นพิเศษเพราะมีการใช้งานที่หนักกว่ากระดาษทั่วไป  ต้องฉีกยาก  โดนน้ำไม่เป็นไร

การพิมพ์และหมึกที่ใช้ในการพิมพ์

การพิมพ์และหมึกที่พิมพ์ในธนบัตรนั้นต้องการความคมชัดละสามารถเก็บรายละเอียด  นอกจากนั้นยังจะสามารถกันน้ำไม่จางง่าย  การพิมพ์ที่นิยมใช้มายังปัจจุบัน  เว็กอ๊อฟเซต  เป็นการนำเอาดินสอสีเทียน  มาฝนที่หินเรียบแล้วทำให้ชุ่มน้ำ  แล้วจึงนำกระดาษมาทับที่หน้าของหิน  ทำให้ภาพมีความคมชัดขึ้นมา  หลักก็คือหมึกและน้ำจะไม่เข้ากัน  เพราะหมึกเป็นน้ำมันจึงทำให้มีความคมเพราะไม่ได้ผสมกับน้ำที่กระดาษนั้นเอง  จึงได้รับความนิยมในการพิมพ์ธนบัตร

ธนบัตรในประเทศไทย

ดังที่กล่าวได้ในข้างต้นเมื่อมีการใช้กระดาษแต่เริ่มต้นนั้นไม่ได้รับความนิยมเพราะคุณภาพของกระดาษ  ทางประเทศไทยจึงได้ขอความช่วยเหลือจากประเทศอังกฤษ  จึงได้ผู้เชี่ยวชาญในการพิมพ์และกระดาษ  คือบริษัทโทมาสเดอลารู  และได้มีกฎหมาย พรบ. ธรบัตร ร.ศ. 121  นับตั้งแต่นั้นมาก็มีการประกาศใช้ธนบัตรเป็นครั้งแรกแต่ได้มาสะดุดในสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากทางโรงของบริษัท  โทมาสเดอรู  ได้รับความเสียหายมาก  จึงได้ให้ทางบริษัทญี่ปุ่นและทางอเมริกา รวมถึงการผลิตเองในประเทศเพื่อเพียงพอต่อการใช้  ซึ่งผมขอแบ่งการผลิตเป็นยุคๆไป

ยุคที่ 1 พิมพ์โดยบริษัท  โทมาสเดอรู  ได้เป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยมากในขณะนั้นแต่ยังสามารถปลอดแปลงได้ง่าย  ใช้ฝ้ายและลิลินมาทำเป็นกระดาษ
ยุคที่ 2 เป็นบริษัทเดิมในการผลิตโดยใช้การพิมพ์ให้เป็นแบบนูนขึ้นมาทำให้เกิดการปลอดได้ยากกว่าเดิมและในช่วงเดียวกัน  เป็นสงครามโลกครั้งที่สอง 2 โรงพิมพ์ได้รับความเสียหายอย่างหนักรัฐบาลไม่สามารถหากวัสดุการพิมพ์ได้จึงได้หาวัสดุที่หาได้มากให้มากและดีที่สุด  จึงมีโรงงานผลิตกระดาษที่ทำจากอ้อยและไผ่เป็นหลักที่จังหวัดกาญจนบุรี  ซึ่งใช้อ้อยจึงมีความขาวแต่อ้อยหมดจึงใช้ฟางข้าวและมีความคล้ำมากการผลิตในตอนนั้นไม่มีคุณภาพมีเยื้อกระดาษที่ไม่ละเอียด  สำหรับการพิมพ์พิมพ์ที่กรมแผนที่ทหารและโรงพิมพ์เอกชนร่วมกัน  และมีการปลอดกันเยอะ
ยุคที่ 3 เป็นการผลิตจากทางญี่ปุ่นทางบริษัท  มิตซุยบุตชนโกซา  ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบเดียวกับ  บริษัท  โทมาเดอรู  แต่ใช้กระดาษจากป่านมิตซูมาตา  เป็นกระดาษที่มีความเหนี่ยวและทดทาน  เป็นกระดาษที่ผลิตได้ที่เดียวในประเทศญี่ปุ่น
ยุคที่ 4 ใน พ.ศ. 2489  ได้ให้สหรัฐอเมริกา  ในการพิมพ์แต่เนื่องจากมีการพิมพ์มีการปลอดแปลงเยอะจึงได้ยกเลิกในเวลาต่อมา
ยุคที่ 5 บริษัท  โทมาสเดอรู  ได้ปรับปรุงโรงพิมพ์เสร็จก็เริ่มการพิมพ์อีกครั้ง  และได้พิมพ์แบบนูน
ยุคปัจจุบัน  ทางรัฐได้ทำการพลักดันให้มีการใช้โรงพิมพ์เป็นของตัวเอง  ในวันที่ 24 มิถุนายน  2512  ได้รวบรวมฝีมือและช่างเข้ามาร่วมพิมพ์ธนบัตร  จึงใช้เอกลักษณ์ของไทยเป็นหลักเพราะที่ผ่านมาลวดลายที่ใช้ไม่ละเอียดมีการปลอดได้ง่าย  ใช้ข้อดีของทางความสามารถที่มีนี้เองจึงใช้นโยบายให้ใช้ลายไทยที่มีความอ่อนช้อย  เป็นการยากในการปลอดแปลง

การพัฒนาในการพิมพ์ธนบัตรได้มีการพัฒนาไปมากจนไม่สามารถปลอดแปลงได้เนียน  ใช้กระดาษที่ทำมาจาก  ฝ้ายและลินิน  ใช้การพิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีการพิมพ์แบบนูนใช้พื้นที่ของทุกบริเวณในกระดาษ  มีหลายสี  มีแถบสะท้อนแสงให้มีความมันวาว  มีเทคนิคการสะท้อนแสงด้วยพายน้ำ  มีการทำหมึกมากจากกระบก  ต้นไม้ทางภาคอีสาน  มาเห็นน้ำหมึกซึ่งมีคุณสมบัติละลายด่างได้จึงทำให้มีความชัดเจนได้มาก

 

ที่มา :  krabork

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*