ปลอม!! ปธ.สอบกองทุนเสมาฯ ฟันธง ‘จดหมายสารภาพผิดรจนา’ ของปลอม

ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายมีผู้นำซองเอกสารสีน้ำตาล ซึ่งหน้าซองเขียนด้วยลายมือว่า “เรียนผู้สื่อข่าวทุกสำนัก ศธ.” ภายในเป็นจดหมายเปิดผนึกลงชื่อ “นางรจนา สินที” ลงวันที่ 5 เมษายน ใจความว่า กราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดิฉันนางรจนา สินที อดีตข้าราชการสำนักงานปลัด ศธ.ระดับชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ที่กำลังโด่งดังขณะนี้ เพราะถูกพิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรงโดยถูก “ไล่ออกจากราชการ” แล้วนั้น ทั้งนี้ การเขียนจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้ ดิฉันจะไม่เรียกร้องความเห็นใจใดๆ เพราะถือว่ายอมรับทุกประการกับผลกรรมที่ได้กระทำลงไปที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการ แต่มีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อจะเป็นบทเรียนสังคมต่อไป ดังนี้

1.ประเด็นเพื่อพิจารณา 1.1 การพิจารณาโทษทางวินัยของดิฉันที่ ศธ.ได้ดำเนินการอย่างเร่งรีบ รวบรัด การตั้งคณะกรรมการไม่ได้แจ้งคำสั่งเป็นเอกสาร มิได้ให้เวลาดิฉันชี้แจงแม้แต่จำนวนเงินที่เสียหายก็ยังไม่มีข้อยุติ โดยใช้เวลาไม่ถึงเดือน (28 กุมภาพันธ์-26 มีนาคม 2561) เพื่อลงโทษทางวินัย ทั้งนี้ การพิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรง ดังกรณีนี้หากนายกฯ เห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ และกระทำโทษโดยถูกต้องชอบธรรมแล้ว ขอได้โปรดสั่งการกำชับ เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานดำเนินการ “ทางวินัย” แก่ข้าราชการที่กระทำความผิดทุกระดับอย่างเท่าเทียม เพื่อเป็นบรรทัดฐาน ดังเช่นที่ดำเนินการกับดิฉันจักได้ไม่เป็นที่ครหาสืบไป

1.2 ขอเป็นกำลังใจให้นายกฯ ในการต่อสู้กับการทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะกับผลการวิจัยและสำรวจหลายสถาบันชี้ว่า “มีการทุจริตในงบประมาณของประเทศทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละ 5-30% คิดเป็นการสูญเสียกว่าปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท และยังมีการรั่วไหลของเงินแผ่นดินอีกจำนวนมาก รัฐบาลนี้ หรือทุกรัฐบาลต้องจัดการตรวจสอบแก้ไขต่อความเสียหายอย่างนี้ให้ยุติ “มิใช่” เกิดกระแสไฟไหม้ฟางหรือเพียงการ “จัดงานอีเวนต์” รณรงค์สร้างภาพเท่านั้น

2.ประเด็นฝากถึงสังคม ขอความกรุณานายกฯ ได้โปรดเร่งรัด จัดการให้ทุกหน่วยงานที่มีปัญหาการทุจริตทุกงาน ทุกโครงการ ไม่ว่ามูลค่าความเสียหายจะเท่าไหร่ จักต้องดำเนินการหาคนผิดมาลงโทษ มารับผิดชอบและขอให้สังคมเฝ้าติดตาม เพราะบางคดีเกิดขึ้นเป็นเวลานานแล้ว แต่เกิดความล่าช้า หาคนผิดไม่ได้ และบางคดีอาจลืมหายไป อาทิ

2.1 คดีในสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายคดีความเสียหายหลายพันล้านบาท 2.2 คดีการก่อสร้างสนามฟุตซอลทั่วประเทศความเสียหายหลายร้อยล้านบาท 2.3 โครงการไทยเข้มแข็งของ อาชีวศึกษาเสียหายหลาพันล้านบาท 2.4 ความเสียหายการสร้างอควาเรียม สงขลา เสียหายกว่าพันล้านบาท 2.5 ความเสียหายโครงการ MOENet ศธ.เสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท ความเสียหาย 2.6 โครงการซีซีทีวีใต้เสียหายกว่า 400 ล้านบาท 2.7 โกงเงินธนาคารกรุงไทยเสียหายเป็นหมื่นล้าน 2.8 ผลาญงบพัฒนาเมืองโบราณ (บางแห่ง) เสียหายเป็นพันล้านบาท 2.9 ทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สะสม) เสียหายเป็นหมื่นล้านบาท 2.10 ทุจริตโครงการตำบลละ 5,000,000 บาท เสียหายหลายพันล้านบาทความเสียหาย 2.11 โครงการจำนำข้าวทุกรัฐบาลเสียหายหลายแสนล้าน 2.12 โครงการโกงเงินคนจน ในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกที่ซึ่งเป็นข่าวก่อนเรื่องของดิฉันเป็นความเสียหายจำนวนมาก และกระทบกับคนด้อยโอกาสมากมายมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องก็ยัง “หาคนผิดไม่ได้” แม้แต่รายเดียว ฯลฯ

ทั้งนี้ แม้โครงการที่มีความเสียหายที่ คสช.รัฐบาลนี้ใช้อำนาจโดยผ่านมาตรา 44 ในระยะเวลา 3-4 ปี มานี้บางโครงการมีมูลค่าความเสียหายมหาศาลผู้กระทำความผิดจำนวนมาก แต่หา “คนผิด” มาลงโทษได้กี่ราย หรือแม้แต่โครงการมาหาโปรเจ็คที่รัฐเสียหายหลักพัน หมื่น แสนล้าน หากสามารถเร่งรัดหาคนผิดมาลงโทษได้ภายในไม่กี่ไม่ถึงเดือน ดังนั้น กรณีของดิฉันจะทำให้สังคม และบ้านเมืองได้รับประโยชน์ คนกระทำผิดจะได้เกรงกลัว ขอท่านนายกฯ โปรดอย่าลืม

หากกรณีนี้เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการเร่งรัดเอาผิด เพื่อนำผู้กระทำผิดมารับโทษทันได้โดยเร็ว และเป็นธรรม ก็ขอภาวนาให้เกิดผลกับทุกคดีทุกหน่วยงานเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และเป็นบทเรียนสำคัญให้สังคมติดตามต่อไป ดิฉันขอยืนยันว่าจะยินดีรับในผลที่กระทำจะไม่หนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของแผ่นดินต่อไป

จดหมายฉบับนี้ ดิฉันขอฝากกราบ “ขอโทษ” ต่อคุณแม่ซึ่งอายุมากแล้ว ขอโทษญาติพี่น้องคนใกล้ชิดทุกคนที่ดิฉันได้สร้าง “ตราบาปในชีวิต” ให้กับพวกเขาเหล่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่เคยรับรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ตลอดทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานที่ทำให้เสื่อมเสียมาสู่องค์กร ซึ่งดิฉันอาจให้เวลากับหน้าที่การงานมากเกินไป จนลืมว่าเวลาของดิฉันนั้นสั้นนัก คำพูดที่สะเทือนใจแต่ทำให้ดิฉัน “สำนึก” ได้มากที่สุดคือลูกชายอายุ 30 กว่าปี พูดว่าเกิดเรื่อง “แม่ติดคุก” ก็ดีแม่จะได้ “พักผ่อน” เพราะที่ผ่านมา “แม่ไม่เคยได้หยุดพัก” ทำแต่งงาน

ท้ายนี้ หากชีวิตที่ผ่านมา 59 ปี ดิฉันได้สร้างปัญหาก่อกรรมทำบาปไว้ก็ขอน้อมรับไว้แต่หากการกระทำของดิฉันประกอบ คุณประโยชน์ และความดี เป็นกุศลดิฉันก็ขอน้อมมอบให้แก่ชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ที่ดิฉันยึดมั่นเคารพรัก และขอมอบอุทิศให้แม้ชีวิตเพื่อ แผ่นดินไทย

นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.และประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กล่าวว่า ตนเห็นจดหมายนางรจนาแล้ว แต่คิดว่าไม่ใช่ของจริง เพราะอย่างแรก เท่าที่รู้จักนางรจนาไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องการเมือง และเท่าที่ตรวจสอบเอกสารนางรจนา จะถนันเฉพาะตัวอักษร Angsana New เท่านั้น ขณะเดียวกันการส่งเอกสารยอมรับกับผู้สื่อข่าว ก็ไม่เกิดประโยชน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*