พบ’รจนา’โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง ตั้งแต่ตั้งกองทุนเสมาฯ

“คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง แฉ’รจนา’โอนเงินเข้าบัญชีตัวเองตั้งแต่ตั้งกองทุนเสมาฯ นอกจากนี้ ยังมีการโอนให้นายตำรวจยศ ร.ต.ต. โอนให้วัด และบุคคลที่มีคำนำหน้าว่า ‘นาย’ ”

วันนี้ (2 เม.ย.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แถลงข่าวการปราบปรามทุจริตของ ศธ. ว่า ที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวว่ารัฐบาลชุดนี้โกงเยอะ แต่ความจริงแล้วมีการโกงกันมานาน แต่มีการจับกันอย่างจริงจังในรัฐบาลชุดนี้ โดยความคืบหน้าการสอบทุจริตยักยอกเงินของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ทางนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง จะสรุปผลการสืบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก่อนสงกรานต์นี้ เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยให้เสร็จสิ้นภายในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งหลักฐานที่ได้นอกจากนางรจนา สินที ข้าราชการระดับ 8 ที่ถูกไล่อกจากราชการแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร แต่ตนยังไม่ปักใจเชื่อจึงยังไม่เลิกละความพยายามที่จะให้สอบต่อไป อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์นี้ถ้ามีพยานหลักฐานว่ามีมูลความผิด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เหลือจะถูกย้ายออกจากตำแหน่งก่อน ตามมาตรการของ คสช. ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการโกงแต่มีส่วนรับผิดชอบทางการเงินการคลัง และปล่อยให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นถือว่ามีส่วนบกพร่องทางวินัย ส่วนจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงขึ้นอยู่กับผลการสืบ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในเร็วนี้ตนจะลงนามตั้งคณะกรรมการเอาผิดทางละเมิด เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเรื่องนี้ได้มีส่วนในการชดใช้เงินตามสัดส่วนที่กฏหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรามข้าราชการด้วย ส่วนที่มองว่ามาตรการของ คสช. มีระยะเวลาการสืบข้อเท็จจริงและสอบสวนเร็วกว่าปกติ อาจส่งผลถึงความเป็นธรรมนั้น รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า อย่ากังวลไม่ใช่เสร็จภายใน 30 วันแล้วต้องเป๊ะ แต่ขอให้ทำตามจิตวิญญาณที่รัฐบาลอยากให้เร่งดำเนินการโดยไม่มีการเตะถ่วง บางกรณีถ้าช้าเพราะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ อย่างกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตที่ต้องสอบเส้นทางการเงินก็สามารถที่จะขยายเวลาได้ แต่บางกรณีความผิดชัดเจนมีหลักฐานก็ต้องจบเร็ว ที่ผ่านมาการสอบล่าช้าเพราะมีทั้งการสืบและสอบ บางกรณีใช้เวลานานมากยังสอบไม่เสร็จ อยากให้ความมั่นใจว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ แต่ต้องเร่งตรวจสอบเพื่อให้ ศธ.สะอาดขึ้น เพราะกระทรวงครูบาอาจารย์ต้องเป็นตัวแทนความโปร่งใส ตนกล้ายืนยันว่า ศธ.ยุคไม่มีโกงมีแต่จับโกง

ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เชิญข้าราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งยังรับราชการอยู่มาให้ปากคำ และในวันที่ 5 เม.ย.นี้จะเชิญ นางรจนา ซึ่งออกจากราชการไปแล้วมาให้ปากคำ ส่วนผู้บริหารระดับสูงให้ชี้แจงมาเป็นลายลักษณะอักษรภายในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ขณะนี้มีบางรายชี้แจงมาแล้ว อย่างไรก็ตามได้พบประเด็นเพิ่มใหม่ คือ จากการตรวจสอบตั้งแต่ตั้งกองทุน พบว่าปี 2547 พบผิดปกติ 1 รายการ แต่ปี 2548 ความผิดปกติเริ่มชัดและค่อนข้างเยอะเพราะมีการโอนเงินเข้าบัญชีของนางรจนา เอง นอกจากนี้ยังมีการโอนให้นายตำรวจยศ ร.ต.ต. โอนให้วัดและบุคคลที่มีคำนำหน้าว่านาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน ซึ่งเฉพาะในปี 48 ทุจริตจำนวนกว่า 2.9 ล้านบาท ส่วนยอดรวมอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ ปี 2547-2561เป็นเงิน 110,343,227 บาท และมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นทั้งคนชงเรื่อง ผ่านเรื่อง อนุมัติ และสุดท้ายคือขั้นตอนการจ่าย ซึ่งนอกจากนางรจนาแล้วก็มี ผอ.สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ฝ่ายการเงินการคลัง รองปลัด ศธ. และปลัด ศธ. แต่ต้องดูว่าเกี่ยวข้องในฐานะใด และจะพิจารณามูลความผิดตามฐานที่กฎหมายกำหนดว่าใครทุจริต ใครประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สรุปว่าใครผิดใครถูกจนกว่าข้อมูลจะนิ่ง

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบฯกำลังตรวจสอบพยานวัตถุโดนได้ขนทรัพย์สินของนางรจนาจากห้องทำงานมาตรวจสอบว่ามีอะไรเชื่อมโยงถึงใครบ้าง ซึ่งมีข้อมูลระดับหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ขอเปิดเผยเพราะเกรงว่าจะเสียรูปคดี ทั้งยังต้องอาศัยข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟองเงิน (ป.ป.ง.) ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง ป.ป.ง.ให้ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินและตอบกลับมา เพื่อคณะกรรมการสืบฯจะได้มาวินิจฉัย ส่วนหลักฐานเอกสารการเงินที่ขอจากทางธนาคารนั้นยังได้รับไม่ครบถ้วน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ในส่วนของบัญชีที่ปิดบัญชีไปแล้ว เพราะระบบ gyro สาขาจะเก็บข้อมูลไว้ไม่เกิน 3 ปี อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวทางธนาคารรับฝากโอนโดยไม่มีชื่อบัญชีเป็นเรื่องปกติ แต่ในส่วนของส่วนราชการจะต้องมีหลักฐานการจ่ายเป็นใบสำคัญคู่จ่าย ซึ่งกระทรวงการคลังมีระเบียบชัดเจนเพื่อแสดงว่ามีการชำระหนี้ให้แก่ผู้มีสิทธิ์ครบถ้วน การที่มีเฉพาะเลขบัญชีก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ ทั้งนี้คงไม่เชิญเจ้าหน้าที่ธนาคารมาให้ปากคำเพราะได้สอบถามเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว และในเร็วๆนี้คณะกรรมการสืบฯจะแบ่งสายลงพื้นที่สืบข้อเท็จจริงทางภาคใต้และภาคเหนือในบางจุด เนื่องจากพบว่ามีสถานศึกษาหลายแห่งรับเงินเกินแต่ยังเงียบไม่ยอมโอนคืนกลับมา ดังนั้นจะรีบสรุปเพื่อเอาเงินที่โอนเกินคืนกลับมาเพราะมีหลายแห่งรอเงินนี้อยู่.

 

ที่มา :  dailynews

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*