สพฐ.เล็งเพิ่มสพม.จังหวัดละเขต

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตั้งคณะทำงานหนึ่งชุด โดยมีนายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการ กพฐ.เป็นประธาน เพื่อศึกษาเรื่องแยกเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 42 เขตพื้นที่ ทั้งนี้ จากการที่คณะทำงานได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว และเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สพฐ.ยังได้สอบถามไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ด้วยว่า จังหวัดใดมีความจำเป็นควรแยกเขตพื้นที่มัธยมออกมาเป็นของจังหวัดตัวเอง ซึ่งพบว่า ก็มีหลายเขตพื้นที่ฯต้องการแยก และมีเหตุผลที่เหมาะสม ซึ่ง สพฐ.ก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้แล้ว โดยเหตุผลและความจำเป็นหลักๆ เช่น การคมนาคม และบุคลากร ที่มองแล้วเป็นปัญหา เพราะหลาย สพม.ครอบคลุม 2-3 จังหวัด

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า หลังมีการปรับโครงสร้าง ศธ.ในส่วนภูมิภาค เกิดเป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน การแต่งตั้งโยกย้ายต้องนำข้อมูลเข้าคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทำให้เกิดปัญหาการบริหารงานล่าช้า เพราะหลายครั้งที่ กศจ.หลายจังหวัดจัดประชุมพร้อมกัน ซึ่ง ผอ.สพม.ไม่สามารถเข้าประชุมพร้อมกันทุกจังหวัดได้ ดังนั้น ถ้าจะเร่งเรื่องคุณภาพ ก็ควรจะปลดภาระที่ไม่จำเป็นของเขตพื้นที่ฯกับโรงเรียนออกไปโดยเฉพาะเรื่องของการเดินทาง เป็นต้น ซึ่งในส่วนของตนเองได้กำชับให้คณะทำงานเร่งศึกษาข้อมูลแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดโดยขอให้เร่งดำเนินการสรุปให้ได้ภายใน 30 วัน

 

 

“ตอนแรกตั้งเป้าว่าจะให้มี สพม.จังหวัดละหนึ่งเขต แต่ก็มีประเด็นว่าบางจังหวัดอาจมีปริมาณงานน้อยมาก เช่น จังหวัดภูเก็ต ที่มีโรงเรียนมัธยมศึกษาแค่ 4 โรงเรียน เป็นต้น อีกทั้งการจะพิจารณาปรับเพิ่ม สพม. ต้องฟังความเห็นจากเขตพื้นที่ โรงเรียน และสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)ก่อนว่า ปริมาณงานกับความจำเป็นในเรื่องการบริหารควรเป็นอย่างไร เพราะนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีกี่ สพม. บอกแต่ว่าให้สามารถทำงานได้ โดยไม่เพิ่มคนและงบประมาณ นอกจากนี้ หากมี สพม.จังหวัดละเขต ยังทำให้การเรียกชื่อ สพม.ง่ายขึ้นด้วย โดยจะเป็น สพม.ต่อท้ายด้วยจังหวัด ต่างจากปัจจุบันที่ต่อท้ายด้วยตัวเลข ซึ่งคนทั่วไปจะไม่ทราบว่า เลขนั้นๆ ครอบคลุมจังหวัดใดบ้าง” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า ทั้งนี้ สพฐ.จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะไปยังรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต่อไป ทั้งนี้ เพราะ สพฐ.ไม่มีอำนาจในการเสนอแนะรัฐมนตรี

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*