สาระน่ารู้

11 ขั้นตอนลดความประหม่า หากจำเป็นต้องพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ใช้ได้ผลอย่างแน่นอน…

เวลาที่จำเป็นจะต้องนำเสนองาน หรือพูดต่อหน้าสาธารณะ หลายๆ คนก็จะเกิดอาการประหม่า มือไม้สั่น ไม่รู้จะจัดการตัวเองอย่างไรใช่ไหมคะ วันนี้เรามี 11 วิธีลดความประหม่าเมื่อจำเป็นต้องพูดต่อหน้าคนเยอะๆ มาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับการฝึกฝนทักษะการพูดในที่ชุมชนของทุกคนนะคะ   ขั้นตอนที่ 1 เลิกความคิดที่ว่าการพูดของคุณจะต้องสมบูรณ์แบบ   ขั้นตอนที่ 2 มองเห็นภาพผลลัพธ์ที่คุณต้องการในหัว และอย่ากลัวมากเกินไป เพราะสิ่งนั้นจะทำให้คุณล้มเหลว   ขั้นตอนที่ 3 คิดบวก และทำใจดีสู้เสือเข้าไว้   ขั้นตอนที่ 4 เป็นมิตรกับผู้ฟังให้มากที่สุด   ขั้นตอนที่ 5 ทิ้งประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะในอดีตไว้ข้างหลัง   ขั้นตอนที่ 6 นอนหลับพักผ่อนให้มากๆ และหลีกเลี่ยงที่จะเจอเรื่องยุ่งๆ   ขั้นตอนที่ 7 หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์   ขั้นตอนที่ 8 ใส่ชุดที่มั่นใจ และทำให้คุณดูดีมากที่สุด   ขั้นตอนที่ 9 หายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ร่างกายมีออกซิเจนเพียงพอ   ขั้นตอนที่ 10 ขณะพูดให้โฟกัสไปที่ใบหน้าผู้ฟังที่เป็นมิตร และอย่าลืมสบตาผู้ฟัง   11. ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลย! ให้กำลังใจตัวเอง ...

Read More »

จัดเต็ม!! 13 เว็บหาแหล่งฝึกงาน ที่เด็กมหาลัยควรรู้ไว้ จะได้ไม่พลาดโอกาส…

กลับมาเอาใจเด็กๆ มหาวิทยาลัยกันอีกแล้วกับรวมเว็บหาแหล่งฝึกงาน ที่คุณต้องบันทึกไว้เลย เพราะแต่ละเว็บนั้นล้วนแต่ช่วยให้คุณหาสถานที่ฝึกงานได้อย่างตรงสาย รวดเร็วฉับไว ใครไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหนเว็บด้านล่างนี้มีคำตอบ!! ว่าแล้วก็ไปเลือกดูกันได้ตามด้านล่างนี้เลยจ้า   1. เด็กฝึกงาน.com   2. Indeed    3.  JobThai.com    4. WorkVenture.com   5. Adecco Thailand    6. Aintern   7. GetLinks   8. Glurr   9. JobTopGun   10. JobsDB Thailand   11. Jobtalents Thailand   12. WakuWaku   13. Careerjet Source link

Read More »

10 วิธีสร้างความโดดเด่นในฐานะ ‘เด็กฝึกงาน’ ฉายแสงอย่างไรให้เข้าตากรรมการ

ความข่มขื่นของเด็กฝึกงานคือมักถูกละเลย ไม่มีงานมอบหมาย ใช้งานไม่ถูกจุด จนพลอยให้เบื่อและไม่มีโอกาสในการแสดงฝีมือ แต่สำหรับนักศึกษาฝึกงานหลายคนก็มีโอกาสในการฉายแสงแสดงความสามารถที่ซ่อนเร้น และเผชิญหน้ากับปัญหาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนอยู่ในห้องเรียน   1. เตรียมตัวให้พร้อม เสมือนกับว่าเป็นหนึ่งหลักสูตร เตรียมพร้อมทุกอย่างในวันแรกไม่ว่าจะเป็นเอกสาร การแต่งกาย และอย่าลืมพารอยยิ้มไปด้วย ซึ่งความประทับใจแรกเจอเป็นสิ่งสำคัญมาก อาจเป็นไปได้ที่จะได้รับโปรเจคตั้งแต่วันแรกทื่เข้าไปในบริษัท   2. รู้จักสไตล์การทำงานของเจ้านาย เจ้านายแต่ละคนมีวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความรู้จักกับเจ้านายคนใหม่ รวมถึงแสดงความสามารถให้ความช่วยเหลือในในโครงการต่างๆ ของบริษัทได้ สร้างบทบาทให้ตัวเองตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็กฝึกงาน   3. เข้าใจรายละเอียดของการฝึกงานและแผนการที่ต้องปฏิบัติตาม นักศึกษาจำนวนมากบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า การฝึกงานนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าตรวจสอบรายละเอียดก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้นดีแล้วหรือยัง   4. พูดคุยทั้งก่อนและหลังฝึกงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อรองของชั่วโมงทำงาน เป้าหมายการทำงาน หรือค่าจ้าง ก่อนที่จะเริ่มต้นการฝึกงาน และในตอนท้ายให้ทบทวนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ ระยะเวลาที่ใช้ไปกับการทำงาน รวมถึงศักยภาพในการเรียนรู้ของตัวเอง   5. ไปให้ไกลกว่าเดิม สิ่งหนึ่งที่นายจ้างบ่นเกี่ยวกับเด็กฝึกงานและลูกจ้าง คือพวกเขาไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ คิดดูว่าเจ้านายจะชื่นชมคุณขนาดไหนหากมีความพยายามในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ โดยไม่ทำให้วันทำงานชะงักขาดตอน   6. รู้จักเพื่อนร่วมงาน เพราะว่าเป็นเด็กฝึกงานไม่ได้หมายความว่าไม่มีความจำเป็นต้องรู้จักเพื่อนร่วมงาน ในความเป็นจริงถ้าทำความรู้จักกับทุกคนในองค์กรได้ยิ่งดี เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานของตนเอง อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ดีที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นที่จดจำในฐานะเด็กฝึกงาน   7. เมื่อทำงานหนึ่งเสร็จแล้ว ให้เอ่ยปากถามหางานชิ้นใหม่ เมื่อคุณจัดการกับงานประจำวันที่ต้องทำเสร็จหมดแล้ว อย่าทำเพียงแค่นั่งเฉยๆ หรือหลีกเลี่ยงงาน ...

Read More »

ศิลปินทั่วโลกปรับแต่งภาพเด็กชายใน H&M พลิกประเด็นดราม่า ให้กลายเป็นศิลปะเชิงบวก

เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนคงได้เสพประเด็นดราม่าเกี่ยวกับแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง H&M ในกรณีที่มีการเผยแพร่โฆษณาเสื้อผ้าเด็กคอลเลคชันล่าสุด โดยมีเด็กชายผิวสีสวมเสื้อฮูดที่เขียนคำว่า “Coolest monkey in the jungle” แปลว่า “ลิงที่เจ๋งที่สุดในป่า” เกิดเป็นประเด็นดราม่าเรื่องเหยียดสีผิว เต็มไปด้วยเสียงตอบรับเชิงลบจากทั่วโลก โดยเฉพาะร้าน H&M ในแอฟริกาใต้ที่โดนถล่มเละ จากประเด็นนี้ศิลปินทั่วโลกจึงพลิกวิกฤตในรูปแบบที่พวกเขาถนัดที่สุด โดยเปลี่ยนเสียงลบให้กลายเป็นภาพลักษณ์เชิงบวก สร้างผลงานศิลปะสวยงามแฝงไปด้วยความหมายดีๆ ดังรูปด้านล่างนี้     #1   #2   #3   #4   #5   #6   #7   #8   #9   #10   #11   #12   #13   #14   #15   #16   #17   #18   #19 ...

Read More »

12 หนังสือเด็ก ที่น่ากลับเอามาอ่านอีกครั้งตอนโต เพราะจะได้มุมมองเจ๋งขึ้นกว่าเดิม!!

เพียงเพราะเราอายุมากขึ้นไม่ได้หมายความว่า บทเรียนชีวิตที่อยู่ในหนังสือเด็กจะสอนเราอีกไม่ได้ ในตอนที่เรายังเด็กและได้อ่านวรรณกรรมเยาวชนหรือหนังสือนิทาน เราอาจมองเห็นแต่ความสนุกสนานและแง่คิดการใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แต่ในยามที่เราเติบโตและได้เผชิญกับโลกใบนี้มามากพอดู เมื่อหลับไปอ่านเนื้อหาเก่าๆ เราอาจพบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น นี่คือหนังสือทั้ง 12 เล่ม ที่ Louise Lareau บรรณารักษ์แผนกหนังสือเด็กละเยาวชนแนะนำให้เด็กๆ ที่โตแล้วหรือผู้ใหญ่ที่หลงลืมความเป็นเด็กได้กลับมาอ่าน เพราะบางทีคุณอาจได้เรียนรู้อะไรมากมายกว่าที่เคยคิดก็ได้   “Charlotte’s Web” เขียนโดย E.B. White หนึ่งในวรรณกรรมที่น่าประทับใจ (ชื่อภาษาไทยคือแมงมุมเพื่อนรัก) เล่นี้ เคยถูกบรรจุเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลายโรงเรียน เรื่องราวความผูพันของเจ้าลูกหมู Wilbur กับแมงมุมแสนฉลาดอย่าง Charlotte เรื่องราวที่ถูกบรรจุลงในหนังสือเต็มไปด้วยไหวพริบ และความมีเมตตาสอนซึ่งจะสอนให้ผู้ใหญ่และเด็กเรียนรู้มิตรภาพและความสูญเสีย   “The Giving Tree” โดย Shel Silverstein “The Giving Tree” อาจเป็นหนังสือเก่าอายุกว่า 50 ปีที่เหมือนคุณปู่แก่ๆ แต่คความอบอุ่นของเรื่องราวเกี่ยวกับความเสียสละและความรักยังคงไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เรื่องราวของต้นไม้ที่รักเด็กน้อยมากจนยอมให้ทุกอย่างที่กับเขา แม้จะฟังดูน่าเศร้าแต่มันก็สอนให้เราได้ฉุกคิดว่า ความรักที่ไร้เงื่อนไขกลับมีบางสิ่งต้องจ่ายไปเพื่อให้ด้มันมา แบบนั้นจะเรียกว่า “รักหรือเกลียดกันแน่?”   “Goodnight Moon” โดย Margaret Wise Brown “ราตรีสวัสดิ์ห้องของฉัน ราตรีสวัสดิ์คุณพระจันทร์” หนังสือเล่มนี้บทกวีคลาสสิกที่สอนให้เด็กๆ ...

Read More »

กินต้านป่วย เพราะนี่คือ 10 เมนูอาหารที่ดีที่สุด จะช่วยให้ 10 อาการป่วยเหล่านี้ดีขึ้นจริงๆ

Hippocrates แพทย์ชาวกรีกในยุคก่อน ได้กล่าวไว้ว่า “ให้อาหารเป็นยาของคุณ และให้ยาของคุณเป็นอาหาร และเมืื่อร่างกายของคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า นั่นแปลว่าอาหารสามารถช่วยให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้” และนี่คือ 10 เมนูอาหารที่ดีที่จะช่วยให้อาการป่วยของคุณดีขึ้น   1. อาหารที่ช่วยให้อาการปวดหัวของคุณดีขึ้น ซุปถั่วเขียวโมร็อกโกคือซุปที่ปรุงจากขมิ้นและอบเชย ปราศจากนม เนื้อสัตว์ ถั่ว ช็อกโกแลต ซึ่งส่วนประกอบพวกหลังเหล่านี้มักก่อให้เกิดอาหารปวดหัวรุนแรงขึ้น   2. อาหารที่ช่วยให้อาการของไซนัสของคุณดีขึ้น เมื่อคุณรับประทานอะไรก็ตามที่มีรสเผ็ดร้อน University of Cincinnati Academic Health Center ได้ทำการวิจัยไว้ว่า ความร้อนของพริกสามารถช่วยล้างการอักเสบของไซนัสได้   3. อาหารที่ช่วยให้อาการเจ็บคอของคุณดีขึ้น การรับประทานซุป (น้ำสต็อกจากผักหรือไก่) ที่มีส่วนผสมของ กระเทียม สมุนไพร ผัก  มากไปกว่านั้นหากรับประทานกับชาเขียวร้อนและน้ำผึ้งจะสามารถลดอาการเจ็บคอได้ Sass ได้อธิบายไว้ว่ากระเทียมสามารถต้านการอักเสบและช่วยเสริมภูมิคุ้นกันได้ ผักให้สารอาหาร และน้ำผึ้งช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ   4. อาหารที่ทำให้อาการคลื่นไส้ของคุณดีขึ้น Sass ได้แนะนำว่า การรับประทานกล้วย, ข้าวกล้องนึ่ง, แอปเปิ้ลและชาขิง, อาหารเหล่านี้ง่ายต่อการบรรเทาอาการคลื่นไส้และมีช่วยจะปลอบโยนระบบทางเดินอาหาร ผลการศึกษาจาก University of Rochester พบว่าประมาณ 40% ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้ ในผู้ป่วยเคมีบำบัดที่ไม่สบายได้   5. อาหารที่ทำให้อาการอ่อนเพลียของคุณดีขึ้น ...

Read More »

ไขข้อสงสัยที่ว่า CV กับ RESUME มีความแตกต่างกันอย่างไร จะได้เอาไปใช้ให้ถูก…

ความแตกต่างหลักๆระหว่าง RESUME และ CV คือความยาวของเนื้อหาที่อยู่ในนั้น โดยเราต้องทราบก่อนว่าเนื้อหาควรมีอะไรบ้าง และใช้เพื่ออะไร  ทั้งสองอย่าง อาจจะดูคล้ายๆ กันก็จริิง แต่บางกรณีนั้นมันใช้แทนกันไม่ได้เสมอไปหรอกนะ.   CV คืออะไร จะเป็นการสรุปประสบการณ์และทักษะ โดยจะมีเนื้อหาที่ยาวกว่า Resume อย่างน้อย 2 หรือ 3 หน้า CVs จะเป็นการรวมข้อมูล ประวัติย่อประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังทางวิชาการของคน ๆ หนึ่งรวมถึงประสบการณ์การสอน ระดับการศึกษา วิทยานิพนธ์ รางวัล  เอกสารตีพิมพ์ รวมไปถึงรางวัลอื่นๆ CV จึงมีความยาวกว่า resume รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางวิชาการ สรุปความหมายของ CV มีความยาวของเนื้อหา 1-2 หน้า เป็นวิธีการถ่ายทอดทักษะและคุณสมบัติอย่างรวดเร็วและกระชับ บางครั้งองค์กรขนาดใหญ่จะขอสรุปประวัติ CV หนึ่งหน้า หากมีผู้สมัครจำนวนมาก Resume คืออะไร Resume คือ ประวัติย่อที่แสดงประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ข้อมูลประจำตัว ความสำเร็จ และทักษะอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นตัวเลือก รวมถึงวัตถุประสงค์การทำงาน และคำแถลงการณ์เกี่ยวกับอาชีพ ใบสมัครเป็นเอกสารที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้สมัครในใบสมัครงาน ประวัติควรมีความกระชับมากที่สุด โดยปกติแล้ว ...

Read More »

10 เทคนิคเรียนรู้ภาษาที่สาม จากผู้เชี่ยวชาญที่สื่อสารได้กว่า 9 ภาษา คุณเองก็ฝึกได้นะ!!

ในปัจจุบันหากใครสามารถสื่อสารภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาแม่และภาษาอังกฤษแล้ว ล้วนเรียกความสนใจจากบริษัทจ้างงาน สามารถอัพเกรดโปรไฟล์ให้ดูเลิศขึ้นภายในพริบตา อีกทั้งยังมีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย รวมถึงโอกาสในการลากกระเป๋าไปทำงานต่างประเทศด้วย สำหรับใครที่มีความคิดที่จะเรียนภาษาอื่นเพิ่ม อย่ารอช้า มาดูเทคนิคที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้ ซึ่งแบ่งปันเคล็ดลับโดย Matthew Youlden ชายที่พูดได้ถึง 9 ภาษาอย่างคล่องแคล่ว แถมยังเข้าใจภาษาอื่นมากกว่าสิบภาษาขึ้นไป ความสามารถไม่ธรรมดาขนาดนี้อยากรู้เทคนิคดีๆ กันแล้วสินะ ตามมาดูกันเลย   1. ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงจะเรียน ถ้าคุณไม่มีเหตุผลที่ดีในการเรียนภาษาใหม่ โอกาสที่แรงจูงใจในระยะยาวจะลดลงก็มีมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าเหตุผลของคุณจะด้วยอะไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจแล้วสิ่งสำคัญคือการลงมือทำ “โอเค! ผมตกลงใจที่จะเรียนภาษานี้แล้ว ดังนั้นผมจะพยายามเท่าที่สามารถทำได้”   2. หาคู่หูสักคน แมทธิวเรียนรู้หลายภาษาร่วมกับไมเคิลซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดของเขา แต่ถึงแม้จะคุณจะไม่มีพี่น้องที่พร้อมผจญภัยกับภาษาเหมือนแมทธิว แต่การมีคูหู่คูเรียนแบบใดก็ตามล้วนเป็นการผลักดันให้คุณทั้งคู่มีความอดทนอีกนิดและพร้อมที่จะอยู่กับการเรียน “ผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมากจริงๆ กับการได้มีคนที่สามารถพูดคุยด้วยได้ ซึ่งนั่นเป็่นไอเดียที่อยู่เบื้องหลังการเรียนภาษา”   3. คุยกับตัวเอง หากไม่มีใครคุยด้วย ดังนั้นก็ไม่ผิดอะไรที่จะคุยกับตัวเอง “อาจฟังดูแปลกจริง แต่การพูดภาษานั้นๆ กับตัวเองเป็นวิธีที่ดีในการฝึกฝน” นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้สมองจดจำคำหรือวลีใหม่ และสร้างความมั่นใจในครั้งต่อไปเมื่อต้องสนทนากับผู้อื่น   4. ไม่หลงทาง การพูดคุยกับคนอื่นในภาษาที่เรียนอยู่จะสามารถทำให้ภาษานั้นคงอยู่ในทิศทางเดิม และหากคุณตั้งเป้าหมายไว้ในเรื่องของการสนทนาคุณก็จะสามารถเข้าตำราเรียนได้ไม่ยาก   5. มีความสุขร่วมกับการการเรียน การใช้ภาษาใหม่ของคุณไม่ว่าจะในลักษณะใดก็คือการกระทำที่สร้างสรรค์ เช่น พี่น้องฝาแฝดแมทธิวและไมเคิลฝึกภาษากรีกด้วยการแต่งเพลง คุณอาจมีวิธีอื่นที่สร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง เช่น วาดการ์ตูน แต่งกลอน หรือสนทนากับคนที่สามารถโต้ตอบกลับได้ ...

Read More »

7 สิ่งที่น่าทำแก้เหงาในที่ทำงาน เมื่อคนอื่นๆ ไม่อยู่ในออฟฟิศ ใช้ความเบื่อให้เกิดประโยชน์

ในช่วงปลอดคนที่ออฟฟิศช่างน่าวังเวงเปลี่ยวเหงา แต่ก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะ ลองเปลี่ยนช่วงเวลานี้ให้กลายเป็นการฆ่าเวลาที่คุ้มค่าไม่เปล่าประโยชน์ดูสิ ผลลัพธ์ที่ออกมาคงจะดีกว่าการเล่นเฟชบุ๊คแบบมาราธอนบนโต๊ะทำงาน หรือนั่งทานข้าวคนเดียวเปลี่ยวเหงา แต่ถ้านึกไม่ออกว่าควรทำอะไรดี งั้นมาดูรายการ 7 ข้อด้านล่างนี้กันเลย…     1. จัดการกับ Inbox ในอีเมล์เสียบ้าง Alexandra Douwes ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Purpose Generation แนะนำว่า ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนส่วนใหญ่ที่รับปากกับตัวเองว่าจะตอบกลับอีเมล์ต่างๆ ให้ทันภายในปีนี้ หรือทำการยกเลิกข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ที่ไม่ต้องการรับ เทศกาลวันหยุดคือช่วงเวลาสุดวิเศษในการลงมือเคลียร์   2. ชวนเพื่อนร่วมงานไปทานอาหารกลางวัน ถือเป็นโอกาสดีๆ ในการชวนเพื่อนร่วมงานเหงาๆ ที่เราไม่เคยคุยด้วย ไปทานอาหารกลางวัน ทำความรู้จักกันเสียหน่อย เผื่อวันข้างหน้าจะได้พึ่งพิงกัน “การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนร่วมงาน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสุขในระยะยาว” Laura Vanderkam ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเวลาและนักเขียนกล่าวไว้   3. อัพเดทประวัติการทำงานของตัวเอง ความสงบในออฟฟิศในช่วงนี้คือโอกาสทองในการอัพเดตชีวิตการทำงานเสียใหม่ หลังจากผ่านอะไรต่อมิอะไรมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะอัพเดทในเรื่องของหน้าที่การงานที่คุณทำอยู่ สิ่งที่คุณได้เรียนรู้ หรือความท้าทายที่คุณต้องเจอในแต่ละวัน เป็นต้น 4. ทำงานในโหมดเครื่องบิน ในช่วงเวลาปลอดคนในออฟฟิศอาจทำให้งานส่วนหนึ่งลดน้อยเลย อีเมล์ก็ไม่ค่อยเด้ง แต่กลับเป็นข้อดีที่ช่วยให้คุณมีสมาธิและโฟกัสกับการทำงานได้มากขึ้น ไม่ต้องคอยกังวลใจเรื่องอีเมล์ในกล่องขาเข้า เหมือนกับการทำงานในโหมดเครื่องบิน 5. กำหนดเป้าหมาย หลายคนตั้งเป้าหมายไว้ที่การลดน้ำหนักหรือออกกำลังกาย ทว่าในเรื่องการทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน ...

Read More »