ระบบการเรียนการสอนในประเทศสหรัฐอเมริกา

Posted by

การเรียนการสอนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะค่อนข้างแตกต่างจากเมืองไทยพอสมควร แม้ว่าระบบการเรียนการสอนโดยรวมในระดับปริญญาโทในเมืองไทยของเราเองนั้นเริ่มที่จะรับแบบอย่างการเรียนการสอนจากอเมริกามาบ้าง แต่สำหรับในระดับปริญญาตรีนั้นยังแตกต่างกันชัดเจนพอสมควรทั้งแนวทางการสอนของอาจารย์ผู้สอนและวิธีการเรียนของตัวนักเรียนเอง

สำหรับการสอนของอาจารย์ในต่างประเทศนั้น จะมีการหลักสูตรการเรียนการสอนที่ค่อนข้างทันต่อโลกและเหตุการณ์ต่างๆในปัจจจุบัน และยังมีการผสมผสานการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่น อาจจะมีการนำคลิปของบางรายการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนมาให้ดู หรือการอีเมลล์พาวเวอร์พอยท์ให้นักเรียนก่อนเข้าเรียนเพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจเนื้อหามาก่อน โดยหากนักเรียนมีปัญหาอะไรยังสามารถสอบถามได้ผ่านทางอีเมลล์หรือนัดเวลาเพื่อไปพบได้ นอกจากนั้นก็จะมีการเรียกความสนใจจากนักเรียนโดยการยิงคำถามให้นักเรียนตอบ หรือที่เรียกว่า Cold Call เพื่อเป็นการสร้างความตื่นตัวและให้นักเรียนเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา

สำหรับตัวนักเรียนเองก็มีวิธีการเรียนที่ค่อนข้างจะแตกต่างพอสมควรครับ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานที่แตกต่างกันด้วย โดยคนอเมริกันนั้นจะพูดน้ำไหลไฟดับ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็พูดต่อยอดได้หมด ผมเคยลองนึกกลับมาว่าถ้าเป็นภาษาไทย แล้วเป็นประเด็นนี้จะแสดงความเห็นหรือพูดได้ขนาดนั้นไม่ ซึ่งผมคิดว่าคงพูดไม่ได้ขนาดนั้นแม้จะเคยเป็นพนักงานมาร์เกตติ้งมาก่อนก็ตาม สำหรับในห้องเรียนแล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แย้งอาจารย์ผู้สอน ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในคลาสครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่าการที่เรานั่งจดเลคเชอร์อย่างเดียวเหมือนที่ทำมาตอนอยู่เมืองไทยนั้นคงไม่ดีแน่หากเรากำลังจะมาเรียนที่อเมริกา เราควรต้องพยายามผลักดันตัวเราให้มีส่วนร่วมในคลาสมากขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะที่เป็นนักเรียนต่างชาติ ฝรั่งเองจะตั้งใจเป็นพิเศษเมื่อเราแสดงความคิดเห็น เนื่องจากเค้าก็อยากรู้มุมมองของเรา นอกจากนั้นเค้าก็พยายามที่จะฟังว่าเราพูดอะไรด้วย ตลอดเวลาที่เรียนปีแรก การแสดงความเห็นนี่นับครั้งได้ เพราะมีความคิดอยู่เสมอว่ากลัวอาจารย์หรือเพื่อนๆจะฟังไม่รู้เรื่อง กลัวเสียเวลาคนอื่นๆ หรือว่ากลัวขายหน้าคนอื่นๆถ้าถามอะไรโง่ๆไป ซึ่งผมมองว่าเป็นทัศนคติที่ผิดอย่างมหันต์ ผมมีเพื่อนนักเรียนต่างชาติคนนึงที่มาโตที่อเมริกาบอกกับผมและเพื่อนๆนักเรียนต่างชาติว่า คุณจ่ายตังมาเรียน จ่ายตังมาเพื่อถามอาจารย์ จ่ายตังมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเปิดมุมมองใหม่ๆ ทำไมต้องอายด้วย มันเป็นสิทธิ์ของคุณๆเหมือนกัน ที่สำคัญนักเรียนต่างชาติก็จ่ายตังแพงกว่าเพื่อนๆเมกันด้วย เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวครับ ทั้งนี้อาจจะมีพวกฝรั่งที่อาจจะโลกทัศน์แคบบางคนอาจจะไม่อยากฟังเพราะฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง บางคนส่ายหน้าเวลาเพื่อนนักเรียนต่างชาติพูดเพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ตราบใดที่อาจารย์ฟังรู้เรื่องแล้วเราได้คำตอบในสิ่งที่เราอยากรู้ ก็ไม่เห็นต้องแคร์เลยครับ จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ที่ผมเจอส่วนใหญ่ฟังได้ทุกสำเนียง นอกจากนั้นตัวอาจารย์เองพยายามจะช่วยเด็กอยู่เสมอ ถ้าเค้าฟังไม่เข้าใจจริงๆ เค้าก็จะถามกลับว่า อย่างงี้ใช่มั๊ย อย่างงั้นใช่มั๊ย จนในที่สุดก็ได้คำตอบ หรือแย่สุดๆก็อาจจะบอกว่าให้มาถามเพิ่มเติมตอนเรียนเลิกคลาส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอะนะครับ

เพื่อนๆบางคนอาจจะมองว่าไม่เอาอะไม่อยากพูด ไม่พูดก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่อยากให้คิดแบบนั้นครับเพราะ ในบางคลาสสำหรับอาจารย์บางคนอาจจะมีการให้คะแนน Participation ซึ่งคิดเป็นคะแนนได้ราวๆ 10 – 30% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้อง Participate ครับ ถ้ามีปัญหาจริงๆให้ไปคุยกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวได้ครับ

สำหรับคนที่มีปัญหาจริงๆ ผมแนะนำว่าอาจจะเริ่มจากคำถามง่ายๆก่อน อาจจะถามอะไรโง่ๆไปก็ได้ ไม่เป็นไร เพื่อเป็นการปรับตัวหรือเป็นการลองเชิงก่อน นอกจากนั้นก่อนจะถาม อาจจะจดคำถามลงในกระดาษ ฝึกพูดซักรอบสองรอบก่อนยกมือถาม ก็อาจจะช่วยเรียกความมั่นใจได้มากขึ้น นอกจากนั้นการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนก็จะช่วยให้การฟังและการทำความเข้าใจในคลาสมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของความสงสัยซึ่งเราจะได้ถามอาจารย์ในคลาสได้ครับ ผมเชื่อว่าด้วยความกดดันที่มีและความพยายามของเพื่อนๆจากการถามคำถามง่ายๆ เขียนคำถามก่อนพูด อ่านหนังสือก่อนเข้าเรียน รวมถึงการเข้าไปคุยกับอาจารย์เป็นการส่วนตัว น่าจะช่วยให้เพื่อนๆคุ้นเคยกับการ Participation ได้มากขึ้น และเมื่อเราเริ่มคุ้นเคยและเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว เชื่อแน่ว่าในเทอมที่สองของปีแรก หรือปีที่สอง เพื่อนๆจะได้มีโอกาส Participation กับคลาสมากขึ้นไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้คะแนน แต่เป็นการฝึกภาษาและได้เปิดมุมมองใหม่ๆที่คนอื่นมีต่อความเห็นของเราครับ

สำหรับรูปแบบการเรียนการสอนในอเมริกานั้น ผมขอแยกออกมาเป็น 8 วิธีดังนี้ครับ

  1. Lecture: รูปแบบการเรียนการสอนที่คนไทยหรือคนเอเชียอย่างเราๆคุ้นเคยกันดีก็คือจดเลขเชอร์ตามอาจารย์ผู้สอน อย่างไรก็ดีการจดเลขเชอร์สำหรับบางโรงเรียนหรือบางหลักสูตร ก็อาจจะทำการจดในคอมพิวเตอร์แทนการจดลงกระดาษโน๊ตนะครับ คิดว่าเพื่อนๆคงเคยดูหนังอยู่เรื่องนึงที่มีผู้หญิงไปเรียน Law ที่ Harvard พอเข้าเรียนวันแรก ทุกคนเปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเพื่อจดเลคเชอร์ จะบอกว่าในความเป็นจริงเช่นโรงเรียน Business หลายแห่งๆก็เป็นแบบนั้นครับ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องทำตามนะครับ ของแบบนี้สไตล์ใครสไตล์มันครับ ส่วนผมก็เอาคอมไปเหมือนกัน แต่เอาไปเช็คเมลล์ อิอิ
  2. Case study: สำหรับการเรียนแบบ Case Study นั้นเป็นการเรียนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการช่วยให้เราได้มองเห็นภาพมากขึ้นในเชิงปฏิบัติ หรืออาจจะมองได้ว่าเป็นการนำความรู้ที่เรียนในห้องมาปรับใช้กับแต่ละเคสไป บางเคสก็อาจจะเป็นเรื่องจริง แต่บางเคสก็อาจจะเป็นเรื่องแต่งขึ้น ทั้งนี้การเรียนแบบนี้จะเป็นไปในลักษณะที่ให้เราอ่านสถานการณ์นึงและทำความเข้าใจกับสถานการณ์นั้นๆ โดยให้เรามาร์คประเด็นที่สำคัญๆและเตรียมคำตอบหรือเตรียมตัวเข้าเพื่อไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในคลาส หลังจากเข้าคลาส อาจารย์จะเป็นเสมือนผู้ดำเนินรายการโดยจะถามคำถามเพื่อที่จะโยงไปสู่คำตอบสุดท้าย โดยคำถามที่มีเช่น เหตุการณ์นี้เป็นอย่างไร มีปัญหาอย่างไร มีวิธีไหนบ้างที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ในบางครั้งก่อนที่จะเข้าเรียน อาจารย์บางท่านก็อาจจะกำหนดคำถามขึ้นเพื่อให้เป็นการง่ายต่อนักเรียนที่จะใช้เป็นแนวทางในการอ่านเคสครับ

ส่วนตัวผมมีปัญหาทุกทีที่เรียนเคส เพราะนอกจากจะเป็นภาษาอังกฤษแล้ว บางทีข้อมูลบางอย่างกำกวมอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็คาดเดาไม่ได้เลยว่าอาจารย์เค้าต้องการอะไรจากเคสเหล่านี้ถึงแม้จะมีการให้คำถามมาเป็นแนวทางแล้วก็ตาม เคสบางเคสหนาถึงยี่สิบสามสิบหน้าแถมมี appendix ที่เป็นตัวเลขให้เราต้องมานั่งคำนวณให้ปวดหัวกันอีก เพื่อนๆอเมริกันอาจจะอ่านกันแค่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ผมอ่านทีไรกินเวลาไปสองสามชั่วโมงทุกที ที่สำคัญอ่านรอบเดียวก็ไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก จริงๆก็อยากให้เพื่อนๆที่เก่งๆช่วยเขียนวิธีอ่านเคสอยู่เหมือนกัน จะได้เป็นแนวทางให้เพื่อนๆรวมถึงตัวผมในการเรียนด้วยวิธีแบบนี้ แต่เพื่อนๆบางคนก็ชอบนะครับ อย่าเพิ่งไปกลัวซะหละ คิดซะว่าได้ทดลองในสถานการณ์จริงๆโดยที่เราไม่ได้เจ็บตัว โดยเฉพาะในสายการเรียน MBA เพราะอย่างน้อยถ้าเพื่อนๆคาดเดาผิด เราก็ไม่เจ๊งครับ แต่คะแนนอาจจะเหลือน้อยหน่อยเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ

  1. Team projects: สำหรับวิธีการเรียนแบบนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ นอกจากการจะทำงานเดี่ยวแล้ว คนอเมริกันจะให้ความสำคัญมากกับการทำงานเป็นทีมครับ เชื่อว่าวิธีการแบบนี้เพื่อนๆก็คงเคยเจอกันมาอยู่แล้วสำหรับการเรียนการสอนในเมืองไทย ซึ่งผมมองว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้เราได้เรียนรู้หลายๆอย่างทั้ง ทัศนคติ วิธีการคิด วิธีการทำงานของคนอเมริกัน รวมถึงการจัดการต่างๆด้วย สำหรับบางโรงเรียนและบางหลักสูตรทาง โรงเรียนจะกำหนดตั้งแต่ต้นเทอมเลยครับว่าให้เราอยู่ทีมไหน โดยอาจจะมีโปรแกรมในการช่วยจัดทีมให้แต่ละทีมมีความบาลานซ์ สำหรับตัวผมเองซึ่งเรียนMBA ที่ U of Colorado at Boulder นั้น ถือเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้นะครับที่อัตราส่วนของนักเรียนต่างชาติค่อนข้างน้อยพอสมควร ดังนั้นการจับกลุ่มก็จะถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้นเทอมเลยว่าในแต่ละทีม จะมีนักเรียนต่างชาติเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ที่เหลือจะเป็นนักเรียนอเมริกันทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็เหนื่อยสิครับ ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน ฟังทั้งวัน แต่ในช่วงเทอมแรกนี่ พูดก็ไม่ทันเค้า ฟังก็ฟังไม่ออกอีก เหนื่อยครับ แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและทำให้ภาษาเราพัฒนาไปได้ดีทีเดียว และอยากจะแนะนำในฐานะคนมีประสบการณ์ (ฮ่าๆๆ) ว่าไม่ต้องกลัวครับ ถ้าเราแสดงความขยันให้เค้าเห็นเช่น อย่างน้อยมาประชุมทุกครั้ง มาตรงเวลา มีอะไรเล็กๆน้อยๆเราก็รับอาสา ฝรั่งเค้าก็คงไม่ใจร้ายกับเรามากมาย จะช่วยเหลือเราด้วยซ้ำไป เพราะจริงๆแล้วการที่ทางโปรแกรมจัดทีมออกมาแบบนี้ไม่ได้มีผลดีแต่เพียงสำหรับเราในฐานะนักเรียนต่างชาตินะครับ นักเรียนอเมริกันเองก็จะได้ฝึกในการเข้าใจและปรับตัวกับนักเรียนต่างชาติซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในยุค Globalization แบบนี้ครับ
  2. Lab: สำหรับวิธีการเรียนแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันสำหรับการเรียนในด้านวิทยาศาสตร์ โดยอุปกรณ์ของมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความพร้อมถึงพร้อมมากครับ
  3. Simulations: สำหรับวิธีการเรียนโดยการใช้แบบจำลองนั้นก็มีให้เห็นมากขึ้นไม่เพียงแต่ในอเมริกาเท่านั้น แต่ในเมืองไทยก็มีให้เห็นอยู่บ้างครับ โดยการเรียนแบบนี้จะเป็นเสมือนการจำลองสถานการณ์เช่นในด้านธุรกิจ อาจจะจำลองว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพื่อนๆจะเลือกลงทุนในธุรกิจแบบใด และสุดท้ายก็จะมีการเฉลยว่าเพื่อนๆเลือกวิธีการถูกหรือผิดและมีกำไรขาดทุนมากน้อยเพียงใด ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบการเรียนการสอนแบบนี้ครับ มันก็เหมือนๆกับการเล่นเกมอะนะครับ ก็สนุกไปอีกแบบแล้วก็ได้ความรู้ด้วยเช่นกัน
  4. Field Trip: นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว คนอเมริกันยังให้ความสำคัญอย่างมากจากการหาความรู้นอกห้องเรียน โดยการเรียนแบบนี้เชื่อว่าในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยหลายๆแห่งก็มีการให้นักเรียนนักศึกษาออกไปศึกษานอกสถานที่เช่นเดียวกัน การสอนประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นอีกรูปแบบการสอนที่ช่วยให้เพื่อนๆได้มีโอกาสเรียนรู้จากสถานการณ์จริงซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี เนื่องจากคงมีเพียงไม่กี่ครั้งที่เพื่อนๆจะได้มีโอกาสไปดูงานในแต่ละบริษัทนั้นๆ
  5. Guest Speaker: สิ่งนึงที่เมื่อคนอเมริกันประสบความสำเร็จแล้วมักจะทำก็คือการมีคอนเนคชั่นกับทางมหาวิทยาลัย ในหลายๆสถาบันศิษย์เก่ากับโรงเรียนถือเป็นของคู่กัน ดังนั้นหลายๆครั้งที่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็จะถูกเชิญมาพูดเพื่อแชร์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้นักเรียนปัจจุบันได้ฟังกัน นอกจากจะได้ความรู้ในทางปฏิบัติแล้ว ก็อาจจะได้แนวคิดดีๆที่จะนำไปใช้ในอนาคตได้

8. Experiential Learning: สำหรับวิธีการเรียนการสอนแบบสุดท้ายนี้ เพื่อนๆอาจจะคุ้นหูกันสำหรับคำว่า Learning by Doing ซึ่งถือว่าเป็นอีกนิยามนึงของคำว่า Experiential Learning ในบางคลาส อาจารย์อาจจะให้การบ้านเรามา แต่เป็นเรื่องที่ยังไม่เคยสอนมาก่อน สิ่งที่เราหรือคนอื่นๆในกลุ่มทำกันได้ก็คือการหาข้อมูลจากอินเตอร์เนท และทดลองทำกันดูว่าสิ่งที่เราทำออกมา แนวคิด วิธีการนั้นมัน make sense แค่ไหน หลังจากนั้นอาจารย์ก็จะมาสอนเพิ่มเติมในคลาสว่ามีวิธีการคิดอย่างไรหรือมีทฤษฎีอะไรบ้างที่นำมาปรับใช้ได้ ทั้งนี้ในบางวิชา หรือบางกรณี อาจจะมีแนวคิดที่ถูกต้องได้มากกว่า 1 คำตอบ ซึ่งนอกจากเราจะได้คิดมาก่อนแล้ว ก็มีโอกาสที่จะได้ฟังวิธีการคิดของเพื่อนๆคนอื่นๆหรือทีมอื่นๆในห้องเรียนด้วยเช่นกัน โดยวิธีการนี้ส่วนตัวผมมองว่าถือเป็นแนวการสอนที่ดีครับ เพราะหากอาจารย์พูดปาวๆๆ ในห้องเนี่ย ผมก็คงจะจำไม่ได้หรือไม่จำ แต่หากเมื่อใดที่เรามีโอกาสได้ลงมือทำจริงๆจังๆ เมื่อนั้นมันก็จะง่ายต่อเราในการที่จะมองเห็นภาพมากขึ้นและง่ายต่อความเข้าใจได้มากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *