ไวน์ คืออะไร

 ไวน์  เป็นเครื่องดื่มที่มีมานานหลายพันปี  เดิมมักเรียกว่าเหล้าองุ่นเพราะใช้องุ่นในการหมัก  แต่ต่อมามีการกระจายการหมักไวน์มากขึ้นไปหลากหลายที่  สามารถที่จะนำไปดัดแปลงใช้ผลไม้ชนิดอื่นๆ  รวมถึงประเทศไทยเองที่มีผลไม้มากมายหลายชนิดสามารถที่จะนำมาหมักทำไวน์ได้จึงทำให้รสชาติของไวน์เป็นไปตามผลไม้นั้นและมีรสชาติที่มากขึ้นมีความแตกต่างตามความชอบของแต่ละบุคคลได้  ไวน์เป็นเครื่องดื่มทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน  ต้อใช้ศิลปะในการทำไปตั้งการเก็บขององุ่น  การหมัก  การบ่ม  การเก็บรวมถึงการดื่มเพราะว่าศิลปะในกระบวนการเหล่านี้ทำให้รสชาติของไวน์ดีให้มากที่สุด  ปัจจุบันนั้นไวน์มีราคาถูกลงและสามารถที่จะหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป  มีประโยชน์ต่อสุขภาพหากดื่มอย่างเหมาะสม  จนมีการทำไวน์ในระดับหมู่บ้านส่งเสริมการมีรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง  ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหารได้ด้วย  ไวน์นั้นมีหลายชนิดมีหลายราคาตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยไปจนถึงหลายแสนบ้านเลยทีเดียว  ขึ้นอยู่กับการทำ  อายุ  ชนิดของไวน์

ไวน์คืออะไร
clomid tablets buy, clomid reviews.                 ไวน์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง  ที่ได้จากการหมักผลไม้ชนิดต่างๆ  โดยส่วนมากใช้องุ่น  มาหมักกับยีสต์ทำให้น้ำตาลของผลไม้เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจะระเหยเหลือแต่น้ำผลไท้ที่หมักและแอลกอฮอล์ผสมกันอยู่ซึ่งมีผสมอยู่เล็กน้อยเท่านั้นและยังมีแร่ธาตุต่างๆ  ไวน์ดีทำมาจากผลไม้จะมีการเรียกตามผลไม้ชนิดนั้นเช่น  ไวน์แอปเปิล  ไวน์มังคุด  ไวน์หม่อน  เป็นต้น  แม้แต่ผักบางชนิดก็สามารถที่จะหมกทำเป็นไวน์ได้  ซึ่งมีรสที่แตกต่างกันไป

ประโยชน์ของไวน์
              ไวน์เกิดจากการหมักของผลไม้  เป็นเครื่องดื่มผลไม้แต่มีแอลกอฮอล์อยู่  ปกติเพียง 9 -15% เท่านั้นไม่มากเท่าเหล้า  แต่ได้รับประโยชน์ของผลไม้ได้  และวิตามินต่างๆที่ผลไม้ชนิดนั้นมี  หากดื่มในประมาณที่จำกัดจะเป็นการบำรุงร่างกาย  และมีประโยชน์คือ

  • เนื่องจากมีแอลกอฮอล์พอก็จะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้
  • สามารถที่จะใช้ดื่มได้หมายโอกาสเหมาะสมกับทุกเพศ เช่นงานเลี้ยงทางสังคม  งานรื่นเริง  เป็นต้น
  • ช่วยให้รสชาติของอาหารบางชนิดเมื่อดื่มเข้าไปกับการรับประทานอาหาร เช่น  เนื้อวัว  ปลา  ไก  และสามารถช่วยเจริญอาหารได้ด้วย
  • มีแร่ธาตุและ วิตามินต่างๆ  ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง
  • ทำให้หัวใจสูบฉีดได้ดี บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต
  • ใช้รักษาโรคเจ็บป่วยบางชนิด และบำบัดความเจ็บปวด
  • สามารถดัดแปลงเป็นอย่างอื่นได้ อย่างเช่นน้ำส้มสายชู  บรั่นดี แชมเปญ  เป็นต้น

                 แต่ไวน์นั้นหากดื่มมากเกินไปเป็นระยะเวลานานจะเกิดอาการเมา  และก่อให้เกิดพิษสุราเรื้อรังได้  ทำให้เกิดอาการทางตับและโรคอื่นๆ  ต้องดื่มให้พอเหมาะ

ประเภทของไวน์

การแบ่งประเภทของไวน์อาจจะใช้วิธีการแบ่งตามประเภทของผลไม้  ปริมาณแอลกอฮอล์  ความหวาน  เป็นเกณฑ์ในการแบ่งโดยทั่วไปแล้วมีการแบ่งดังนี้คือ

1. เทเบิ้ลไวน์ (Table Wine)  เป็นไวน์ที่นิยมกินกับโต๊ะอาหารทั่วไปและเนื่องในโอกาสต่างๆ  มีปริมาณแอลกอฮอล์ 10 -15 %  ช่วยสร้างบรรยากาศและรสชาติของอาหารบนโต๊ะ  ไม่หวานหรือหวานเพียงเล็กน้อย  อย่างเช่นไวน์แดง  ไวน์ขาว  สีของไวน์ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ที่นำมาเป็นวัตถุดิบ
2. สปาร์กลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ไวน์ที่มีฟองซ่าเนื่องจากเกิดจาการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์   หากทำการเขย่าและเปิดจุกจะพุ่งออกมา  ซึ่งมักนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อฉลองในงานต่างๆ  ที่เราเรียกว่า  แชมเปญ  เป็นชื่อเมืองหนึ่งของทางฝรั่งเศสที่ต้นกำเนิด
3. ฟอร์ทิไฟด์  ไวน์ (Fortifide Wine) เป็นการเสริมแอลกอฮอล์เข้าไปในไวน์เพิ่มเข้าไปอีก  มีการเพิ่มเข้าไปเป็นประมาณ 15 – 24 มัดเอาบรั่งดีเพิ่มขึ้นไป  มักใช้ดื่มหลังและก่อนอาหาร  หรือนำไปเป็นส่วนผสมในค็อกเทล
4.อโรมาไทช  ไวน์ (Aromatised Wine) เป็นไวน์ที่เพิ่มสมุนไพรเข้าไปเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ

ประวัติความเป็นมาของไวน์
              มีปรากฏตามหลักฐานต่างๆ  ว่าไวน์นั้นมีมานานหลายพันปีแล้ว  ทางโบราณวัตถุแถวประเภทตุรกีมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำไวน์  จนมาถึงตะวันออกกลาง  ในช่วงอาณาจักรบาบิโลนใช้ดื่มกันมากไปจนถึงอียิปต์เองมีภาพวาดเกี่ยวกับการเก็บองุ่นเพื่อทำไวน์มีการสันนิฐานว่าใช้ในการดื่มฉลองของเทพเจ้า  มีการนำเอาเยือกไปตรวจสอพบยีสต์มีอายุกว่า 500 ปี  และนอกจากนั้นยังพบอาณาจักรอื่นๆ  สามารถทำไปรักษาอาการเจ็บป่วย  อย่างเช่นการไอ  การกระจายไปพร้อมกับศาสนาคริสต์  เนื่องจากมีการระบุว่าพระเยซูได้ดื่ม  ทำให้เผยแพร่ไปพร้อมกับศาสนา ในปี ค.ศ. 1852  ชาวฝรั่งเศส  โดยหลุย  ปาสเตอร์  พบว่าการหมักไวน์จะทำให้น้ำตาลกลายเป็นแอลกอฮอล์  ค้นพบการป้องกันไวน์ไม่ให้เสีย  จนทำให้ประเทศฝรั่งเศส  นั้นเป็นผู้ผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกและเป็นอุตสาหกรรมไวน์  ทางประเทศอเริกาตั้งโรงงานผลิตขนาดใหญ่  และไร่องุ่นของตนเองสามารถสร้างรายได้มากมาย

ขั้นตอนการทำไวน์
เดิมนั้นเมื่อก่อนนั้นใช้วิธีการหมักจากธรรมชาติโดยใช้ยีสต์ตามปกติ  แต่ไม่สามารถที่จะกำหนดคุณภาพของไวน์  จึงได้คิดค้นการทำไวน์ที่ทันสมัยทำให้ไวน์มีรสชาติที่ดี

  1. ให้ทำการเลือกผลไม้โดยใช้ผลไม้ที่สุกจัด อย่างเช่นองุ่น  ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดมีรสชาติที่แตกต่างกัน  กลิ่นและสีด้วย  นำมาทำความสะอาดและตักในส่วนที่ไม่ต้องออกไป
  2. ทำการหมักจากตัวอย่างองุ่น
    – ไวน์ขาว จะทำการหมักเฉพาะน้ำเท่านั้น  เพื่อไม่ให้สีของเปลือกไม่ทำให้ใส  โดยทำการบีบหรือคั้นเองแต่น้ำ
    – ไวน์แดง  จะทำการหมักเปลือกจะนำขององุ่นพร้อมกัน  ทำให้ผิวองุ่นเป็นสีแดง
    การหมักให้เติมยีสต์เข้าไปในน้ำองุ่น  หากเป็นผลไม้ชนิดไม่หวาน  ต้องทำการเติมน้ำตาลเข้าไป  การหมักประมาณ 2 – 3 วันก๊าซคาบอนไดออกไซน์จะเกิดขึ้นจำนวนมาก  ระยะหารหมักจะขึ้นอยู่ชนิดของผลไม้ที่ใช้หมักโดยควบคุมอุณหภูมิ 20 -16 องศาเซลเซียส  ถ้าร้อนมากหรือเย็นไปก็จะทำให้ก๊าซระเหยไปรวดเร็วระยะการหมักมีผลต่อรสชาติ  ซึ่งปกติแล้ว 2 – 3 สัปดาห์ก็สามารถใช้ได้แล้วบางทีมีการเปิดชิมแต่การที่ได้สัมผัสกับอากาศทำให้รสเปลี่ยนไปเช่นกัน
  3. การเก็บมาบ่ม น้ำที่ได้จากการหมักเมื่อมีระยะเวลาพอสมควรแล้วจะทำการกรองเอาแต่น้ำมาบ่มในถังไม้ขนาดใหญ่  และนำมาหมักไต้ดินหรือว่าสถานที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้  ไม่ควรเกิน 15 องศาเซลเซียส  เอให้ตกตะกอนเสียก่อน  มักใช้ถังไม้โอ๊ก  เพื่อให้สรชาติดีและมีกลิ่นที่หอม  หากบ่มไว้นานก็จะเพิ่มรสชาติขึ้นไปเรื่อยๆ  แล้วแต่ระยะเวลาที่ต้องการ
  4. การบรรจุ หลังจากทำการบ่มเรียบร้อยจะนำสายยางดูดน้ำที่ได้มาบรรจุตามขวดที่ต้องการ  ปิดด้วยจุกไม้คอร๊ก เป็นที่นิยมเนื่องจากมีรูระบายอากาศขนาดเล็กเพื่อให้ไวน์สามารถสัมผัสอากาศได้เก็บไว้ดื่มต่อไป

การเก็บรักษาไวน์

                       การเก็บรักษาหากมีห้องที่ทำขึ้นพิเศษเนื่องจากมีไวน์ที่ต้องเก็บเป็นจำนวนมาก  จึงมีความเหมาะสม  ควรเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก  แสงแดดส่องไม่ถึงเพราะจะทำให้รสชาติเสีย  ควรอยู่ในอุณหภูมิ 10 -15 องศาเซลเซียส  และมีความชื้นอยู่ที่ 65 -80 % ไม่ควรตำหรือว่าสูงกว่านี้  จ้อต้องวางขาดไวน์ตะแคงหรือว่าให้เอียง 45 องศาเพราะว่าจะทำให้น้ำไวน์นั้นมาอยู่ที่จุกทำให้เปียกไม่ให้อากาศซึมผ่านมากไป  ถ้าไวน์เปิดขวดแล้วควรเก็บในตู้เย็น  หรือควรดื่มให้หมดเร็วที่สุดไม่ควรเกิน 6 วัน

 

ที่มา : krabork

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.