อนาคตของประเทศกับการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ระบบ ววน. หรือ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามส่วนสำคัญขับเคลื่อนระบบจะช่วยพัฒนาประเทศและสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ให้กับสังคม

อนาคตของประเทศกับการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ณิรวัตน์ ธรรมจักร์ กล่าวว่า ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สัมพันธ์กันหมด อธิบายง่าย ๆ เหมือน ไก่ กับ ไข่ ถ้าวิทยาศาสตร์เข้มแข็ง ก็ทำให้วิจัยและนวัตกรรมเข้มแข็งไปด้วย ขณะเดียวกันถ้าวิจัยและนวัตกรรมเข้มแข็งก็ทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้มแข็งไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงกลไกการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นบทบาทของ สกสว. ตั้งแต่กองทุน ววน. ขึ้นมา เราจำเป็นต้องแยกให้ชัดว่าวิทยาศาสตร์ต่างจากวิจัยตรงไหน เพราะไม่อย่างนั้นการสนับสนุนของเราจะไม่มีเป้าหมาย

ซึ่งเป้าหมายในการพัฒนางานวิจัยก็มีมาตลอด ทั้งวิจัยด้านเกษตร วิจัยด้านสังคม หรือวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์ เราจะเน้นเป้าหมายใน 2 ด้าน

ด้านที่ 1 คือการเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์

ด้านที่ 2 คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนงานวิจัย และการให้บริการเทคโนโลยี

ซึ่งทั้ง 2 เป้าหมายจะทำให้จำกัดขอบเขตกิจกรรมออกมาได้ ได้แก่ การพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์ เราอยากให้ประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์เยอะกว่านี้ แต่ยังเจอปัญหาว่า เด็กเก่ง ๆ ไม่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ หรือว่าชอบเรียนแต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้อยากมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ กลายเป็นว่าบุคลากรกลุ่มนี้มีน้อย ก็ต้องทำทั้งระบบให้เห็นภาพว่าการที่จบมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีที่ยืนตรงไหนในสังคม เพื่อให้ค่านิยมเปลี่ยน หรือถ้าไม่จบมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่จบมาเป็นนักวิจัย ทุกคนก็ควรมีวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ หรือคิดแบบ Critical Thinking ก็คือการใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์ปัญหา ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยได้คือ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพราะว่าหลาย ๆ อย่างที่สื่อบ้านเรานำเสนอ หลายครั้งก็อาจจะไม่เน้นข้อเท็จจริงหรือมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับเท่าที่ควร ไปเน้นเรื่องความเชื่อเยอะกว่า

อนาคตของประเทศกับการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ซึ่งเรื่องของการพัฒนาความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์ อาจจะอาศัยหน่วย สกสว. อย่างเดียวไม่ได้ ส่วนที่ สกสว. ทำได้เลยคือการสนับสนุนกองทุน แต่การสร้างความตระหนักรู้ก็ต้องอาศัยองค์กรอื่นที่เป็นคอมมูนิตี้ช่วยกับเราด้วย ยกตัวอย่างเช่น อพวช. องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็มีพิพิธภัณฑ์ให้เด็กและประชาชนทั่วไปเข้าไปเรียนรู้ นี่ก็น่าจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ทำให้คนเข้าถึง แต่ก็อาจจะต้องมี Movement ที่มากกว่าการตั้งรับให้คนมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อาจจะต้องมีการทำรายการที่เข้าถึงประชาชนเพิ่มมากขึ้น หรือทาง สกสว. จะต้องจัดทำมิติของสื่อเพิ่มมากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สื่อ อาจจะต้องมีแอร์ไทม์ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งสามารถสอดแทรกประเด็นวิทยาศาสตร์เข้าไปได้หมด อีกส่วนคือ การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานงานวิจัยและการให้บริการเทคโนโลยี

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ Technology Transfer หรือ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ประเทศเรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างเดียวแต่นำไปต่อยอดไม่ได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานมาก ไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า Technology Transfer หรือ Technology Apotion ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ในยุคที่อเมริกาก้าวกระโดดมากในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรม มีโรงงานถลุงโลหะเหล็ก มีเรื่องของการประกอบรถยนต์ ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นก็ทำได้ คนญี่ปุ่นมีโรงถลุงเหล็ก มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีรถยนต์ที่เป็นยี่ห้อของประเทศตัวเอง แปลว่าเขารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาด้วย เขาไม่ได้แค่เอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างเดียว รวมถึงเกาหลีเองก็เห็นว่าเขาก็มีรถ โทรศัพท์ หรือทีวี เป็นของตัวเอง โมเดลพวกนี้มันคือการที่มีเทคโนโลยีเข้ามาแล้วประเทศนั้น ๆ เก็บมาพัฒนาขึ้นมาเป็น Product ตัวเองได้ ของบ้านเราในวันนี้ยังเป็นรูปแบบที่บริษัทต่างชาติเข้ามาอาศัยพื้นที่เราแค่นั้น ถ้าเราจะพัฒนาประเทศเราต้องรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย นำสิ่งที่เข้ามาทำให้เราพัฒนาต่อได้

สำหรับคนที่สนใจข่าวสารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัยใหม่ ๆ ของไทย สามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ https://www.tsri.or.th/ และทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ สกสว.

 

 

ข่าวการศึกษา https://www.dailynews.co.th/education/832909